ทำยังไงให้เลิกขี้เกียจ

          ?ความขี้เกียจเป็นปัญหาหนึ่งที่เราทุกคนเคยเจอ แถมมันยังเป็นอุปสรรคใหญ่ที่ทำให้เราไม่ได้ทำในสิ่งที่เราสมควรทำ ขวางกั้นไม่ให้เราได้ทำตามเป้าหมายของตัวเอง 

           ไม่ว่าจะขี้เกียจอ่านหนังสือ ?

           ขี้เกียจออกกำลังกาย ??‍♀️

           ขี้เกียจออกบ้าน ?

           ขี้เกียจออกไปทำอะไรใหม่ ๆ ?

           แต่ลองนึกดูว่าถ้าเราสามารถเอาชนะความขี้เกียจพวกนั้นได้ ป่านนี้ชีวิตของเราจะเป็นอย่างไร? เราคงทำอะไรหลายอย่างได้ตามเป้าหมายของตัวเองมากกว่านี้ และอาจจะถึงขั้นเปลี่ยนชีวิตของเราไปทั้งหมดเลยก็ได้ แล้วเราจะทำยังไงให้เลิกขี้เกียจได้ มาลองดูกันเลยค่ะ

          จากบทความ 8 Voices of Laziness โดย Scott Jeffrey นักจิตวิทยาได้แบ่งเสียงของความขี้เกียจออกเป็น 8 ชนิด ลองเปรียบเทียบดูว่าเราเข้าได้กับชนิดไหนมากที่สุด 

 1. ขี้เกียจเพราะสับสน “ฉันไม่รู้จะทำอะไร” ?

          เสียงนี้อาจจะเกิดขึ้นเพราะเราไม่รู้จริง ๆ ว่าจะทำอะไรต่อไป เราเลยไม่ได้ลงมือทำอะไรเลย ถ้าเรามีเสียงแบบนี้ให้ลองพยายามหาเป้าหมายว่าเราอยากจะทำอะไรต่อ

2. ขี้เกียจเพราะกลัว “ฉันคงทำไม่ได้หรอก” ?

          ความกลัวมักจะเป็นต้วกระตุ้นปฏิกิริยา Flight or Fight คือหนี หรือต่อสู้ ซึ่งเราส่วนใหญ่ก็มักที่จะเลือกหนีออกมา และไม่ยอมเผชิญหน้ากับมัน วิธีแก้คือให้ยอมรับความกลัวของเราก่อน รู้สึกถึงความกลัวนั้น และลงมือทำ เหมือนหนังสือ Feel The Fear And Do It Anyway โดย Susan Seffers ซึ่งเขาจะบอกวิธีที่ช่วยให้เราเริ่มต้นลงมือทำถึงแม้ว่าเราจะกลัวก็ตาม เพราะวิธีเอาชนะความกลัวที่ดีที่สุด ก็คือการลงมือทำนั่นเอง 

3. ขี้เกียจเพราะ Fixed Mindset “ฉันกลัวว่าฉันจะล้มเหลว หรือดูไม่ดี” 

          คำว่า Fixed Mindset คิดค้นโดยคุณ carol dweck จากหนังสือ Mindset คนที่มี Fixed Mindset มักจะเชื่อว่าความสามารถ และความฉลาดของเขาถูกกำหนดมาตั้งแต่เกิดแล้ว พวกเขาจะกลัวการทดลองทำอะไรใหม่ ๆ เพราะพวกเขาไม่อยากดูไม่ดีในสายตาคนอื่น แต่ในทางตรงกันข้ามคนที่มี Growth Mindset จะมองว่าพวกเขาสามารถพัฒนาความสามารถ และความฉลาดได้ผ่านความพยายาม และฝึกฝน ดังนั้นวิธีแก้คือต้องพัฒนา Fixed Mindset ให้กลายเป็น Growth Mindset 

4. ขี้เกียจเพราะอ่อนเพลีย “ฉันรู้สึกเหนื่อยมาก ไม่มีแรงทำอะไรเลย” ?

          บางครั้งเราอาจจะอ่อนเพลียมากเกินไปจริง ๆ อย่าพยายามฝืนแต่ให้ลองพักผ่อน หลับตาลงพักผ่อนสักพัก นั่งสมาธิให้ Boost พลังงานของเราใหม่ 

5. ขี้เกียจเพราะไม่สนใจ “ฉันไม่แคร์อะไรทั้งนั้น” ?

          เป็นลักษณะหนึ่งของความซึมเศร้า เราอาจจะเศร้าอยู่ก็เลยทำให้เราหมดความสนใจในการทำสิ่งต่าง ๆ ไป ดังนั้นเราก็ต้องหาวิธีแก้ภาวะซึมเศร้าของตัวเอง 

6. ขี้เกียจเพราะรู้สึกเสียดาย “มันสายเกินไปแล้ว เริ่มตอนนี้ก็ไม่ทันแล้ว” ?

          บางครั้งเรารู้สึกเสียดายที่ปล่อยให้โอกาสบางอย่างหลุดลอยไปในอดีต ทำให้ตอนนี้ไม่อยากเริ่มต้นทำอะไรแล้ว เป็นข้ออ้างที่ไม่อยากเริ่มทำอะไรตอนนี้ ให้เรายอมรับความสูญเสียโอกาสนั้น แล้วปล่อยมันไป เราไม่มีทางย้อนกลับไปในอดีตได้อีกแล้ว

          วิธีที่ดีที่สุดที่จะแก้ความเสียดายในอดีตคืออย่าให้เกิดความรู้สึกเสียดายแบบนี้อีก เตรียมตัวเองให้พร้อมสำหรับโอกาสใหม่ ๆ ในอนาคต อย่าปล่อยให้เกิดความรู้สึกเสียดายแบบเดิมอีก 

7. ขี้เกียจเพราะคิดว่าตัวเองเป็นคนขี้เกียจ “ฉันเป็นคนขี้เกียจ” ?

          เพราะเรายึดติดกับความขี้เกียจ บางคนชอบบอกว่านิสัยของตัวเองคือเป็นคนขี้เกียจ แล้วเวลาตั้งเป้าจะทำอะไรก็ไม่เคยทำได้เลย เหมือนเป็นการหลีกเลี่ยงความสามารถที่แท้จริงของตัวเอง อย่าคิดไปเองว่าความขี้เกียจต้องอยู่ติดตัวเราไปตลอด การที่เราจะเป็นคน Productive มากขึ้น เราต้องเชื่อในความสามารถของตัวเองก่อน เราต้องเชื่อว่าเราสามารถพัฒนาตัวเองได้ เราอาจจะบอกว่าเราขี้เกียจเป็นบางเวลาได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราต้องเป็นคนขี้เกียจไปตลอด 

8. ขี้เกียจเพราะรู้สึกผิด “ฉันไม่น่าขี้เกียจเลย” ☹️

          ยิ่งเรารู้สึกผิด ยิ่งด่าตัวเอง แล้วหวังว่าการด่าตัวเองนั้นจะช่วยให้เราลงมือทำมากขึ้น แต่กลายเป็นว่าเราจะรู้สึกผิด รู้สึกล้มเหลว และยิ่งขี้เกียจ เพราะไม่รู้จะพยายามไปทำไม จากงานวิจัยพบว่าคนที่รู้จักให้อภัยตัวเอง รักตัวเอง จะสามารถรับผิดชอบ และสร้างนิสัยใหม่ที่ดีมากขึ้น

          นักจิตวิทยา Kristin Neff อธิบายว่า สาเหตุที่คนส่วนใหญ่ชอบวิจารณ์ตัวเองเพราะกลัวว่าจะตามใจตัวเองมากเกินไป เขาเชื่อว่าการวิจารณ์ตัวเอง หรือว่าตัวเองเป็นวิธีที่จะช่วยให้พวกเขามีวินัยได้ แต่เราไม่จำเป็นต้องใจร้าย หรือกดดันตัวเองมากขนาดนั้น การขี้เกียจบ้างไม่เป็นไร ทุกคนก็มีช่วงที่ขี้เกียจกันทั้งนั้น รู้จักให้อภัยตัวเองเมื่อทำผิด แค่ทำผิด 2-3 ครั้ง ไม่ได้หมายความว่าให้เราล้มเลิกเป้าหมายนั้นไปเลย แต่ให้รู้จักรักตัวเอง และให้อภัยตัวเอง 

ทำยังไงให้เลิกขี้เกียจ?

          ? วิธีแรกที่เราจะเริ่มต้นเลิกขี้เกียจได้ นั่นคือเราต้องรู้เป้าหมายในชีวิต ? ลองคิดดูว่าถ้าวันนี้เรายังขี้เกียจต่อไปแล้ว ในอนาคตจะเป็นยังไง?

          เราจะทำตามเป้าหมายของเราสำเร็จไหม

          เราจะสอบติดคณะที่อยากเข้าหรือเปล่า

          สิ่งที่เราต้องการมันจะมีวันเป็นจริงไหม

          ถ้าเรารู้ตัวว่าตอนนี้ชีวิตเรายังไม่ได้เป็นไปในทิศทางที่เราต้องการ หรือตรงกับเป้าหมายของเราแล้ว เรายิ่งมีแรงกระตุ้นที่จะเลิกขี้เกียจ เลิกนิสัยแย่ ๆ และเปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเองมากขึ้น แนะนำว่าหลังจากที่ตั้งเป้าหมายในชีวิต เขียนไว้แล้วว่าต้องการให้ชีวิตของเราเป็นแบบไหน ✏️ ให้อ่านเป้าหมายนั้นของเราทุกวัน ทั้งเช้า และเย็น ตอกย้ำบ่อย ๆ พยายามทำให้มันเกิดขึ้นจริงให้ได้ จะช่วยสร้างแรงใจ และกระตุ้นให้เราเลิกขี้เกียจได้ 

          อีกสิ่งหนึ่งที่ควรเขียนลงไปในเป้าหมายของเราด้วยคือ เขียนเหตุผลว่าทำไมเราถึงอยากทำเป้าหมายนี้ให้สำเร็จ  มันสำคัญกับชีวิตของเรายังไงบ้าง เพราะบางทีสาเหตุที่เราขี้เกียจ ไม่ยอมทำสักที เพราะเรามองว่างานนั้นไม่สำคัญ หรือไม่มีคุณค่ามากพอสำหรับเรา แต่ถ้าเราเขียนเหตุผลไปแล้วว่าทำไมงานนี้ถึงสำคัญกับเรา งานนั้นจะมีคุณค่ามากขึ้น คุ้มค่ากับการลงมือทำของเรา ⭐️

         เวลาที่เราเริ่มต้นทำอะไรครั้งแรก ให้เราพยายามลงมือทำให้เร็ว และง่ายที่สุด วันแรกไม่จำเป็นต้องไปวิ่งให้ได้เป็นชั่วโมง แค่ลองพยายามไปวิ่งแค่ 10-15 นาที ก็ถือว่าโอเคแล้ว จากนั้นเราก็ค่อย ๆ ปรับเพิ่มเวลามากขึ้นเรื่อย ๆ จะช่วยให้การสร้างนิสัยใหม่เป็นไปได้ง่ายขึ้น 

         เวลาที่เราได้รับมอบหมายงาน อย่าง การทำรายงานที่กำหนดส่งสัปดาห์ถัดไป เรารู้ว่ามันจำเป็นต้องใช้เวลา และมีหลายขั้นตอนไม่ว่าจะเป็นการค้นหาข้อมูล ร่างเนื้อหา ลงมือเขียน อ่านซ้ำ และแก้ไข แต่เราก็มักจะหลอกตัวเองว่ายังมีเวลาอีกตั้งเยอะ รู้สึกขี้เกียจ จึงหันไปทำอะไรอย่างอื่นแทน เช่น เล่นเกม เล่นมือถือ  เล่นโซเชียลมีเดียหมดไปหลายชั่วโมง

          แต่ถึงอย่างนั้นใจของเราก็จะวนคิดถึงแต่เรื่องงานอยู่ตลอดเวลา รู้สึกผิดที่ขี้เกียจ ทำให้บางครั้งการหันเหความสนใจของเราไปทำอะไรอย่างอื่นกลับไม่สนุกอย่างที่คิด เมื่อไหร่ก็ตามที่เราคิดถึงงานอะไรบางอย่างขึ้นมา นั่นแสดงว่านั่นได้เวลาแล้วที่เราจะเริ่มต้นทำงาน ไม่ใช่ให้เริ่มทำพรุ่งนี้ หรือเอาไว้ทีหลัง แต่ให้เริ่มทำตั้งแต่ตอนนี้ เวลานี้เลย ซึ่งความคิดนี้เกิดขึ้นเพราะใจลึก ๆ ของเรายังคงบอกให้เราทำในสิ่งที่ถูกต้อง อย่าพยายามปิดกั้นมันด้วยการหันไปทำอะไรอย่างอื่น เช่น ดูทีวี หรือเล่นเกม

          ถ้ามีงาน หรือความคิดอะไรที่รบกวนเรามาก ๆ ให้เขียนมันลงไปใน To Do List ของเราเลย เพราะถ้าเรายิ่งมีเรื่องให้คิดมาก เรายิ่งกังวล ซึ่งการลงมือทำจะช่วยคลายความกังวลนี้ลงไปได้ 

          ควรจัดเวลาไปเลยว่าช่วงเวลานี้เราจะทำอะไร อย่ารอให้มีอารมณ์ก่อนแล้วค่อยทำ เพราะอารมณ์ของเราก็ขึ้น ๆ ลง ๆ ไม่แน่นอน ถ้าเรามัวแต่รอให้มีอารมณ์ก่อนเราก็จะยิ่งผัดวันประกันพรุ่ง และขี้เกียจไปเรื่อย ๆ เราควรจัดเวลา และสร้างนิสัยทำงานไว้เลยทุกวัน เช่น เวลาประมาณ 1 ทุ่ม – 3 ทุ่มจะเป็นช่วงเวลาทำงานของเรา ฝึกทำทุกวันจนกลายเป็นนิสัย

คู่มือเปลี่ยนชีวิตด้วยการเปลี่ยนความคิดภายใน 31 วัน

          ชุดคำพูดด้านบวกใช้พูดกับตัวเองตลอดทั้ง 31 วันเพื่อเปลี่ยนความคิด และเปลี่ยนชีวิตของตนเอง พร้อมด้วยคำถามประจำวันที่ช่วยสะท้อนแง่มุมความคิด และตัวตนบางอย่างที่เราไม่เคยตั้งคำถาม และค้นพบเกี่ยวกับตัวเองมาก่อน

          บางครั้งสาเหตุที่เราขี้เกียจ หรือผัดวันประกันพรุ่ง เป็นเพราะเรากลัวอะไรบางอย่างถ้าเราพยายามทำ เราอาจจะคาดหวังกับผลลัพธ์สูงมากเกินไปจนทำให้รู้สึกกดดันตัวเองว่าต้องทำให้สำเร็จให้ได้ จนกลายเป็นว่าสุดท้ายก็ไม่ได้ลงมือทำเลย เพราะกลัวว่าจะล้มเหลว หรือผิดหวัง ?

          ลองสังเกตตัวเองดูว่าเราคาดหวังอะไรมากเกินไปไหม ทุกครั้งที่มีความคิดอยากเริ่มทำอะไร ยังไม่ต้องคิดถึงผลลัพธ์เลิศหรูอลังการมาก ให้คิดแต่ว่า แค่เริ่มต้นทำเท่านั้น แม้แต่การเขียนแค่โครงร่างคร่าว ๆ ร่างต้นแบบก็ถือเป็นการเริ่มต้นทำที่ดีแล้ว ถ้าเราได้เริ่มต้นลงมือขั้นแรกไปแล้ว ขั้นต่อไปจะทำได้ง่ายมากขึ้น ไม่จำเป็นว่าการลงมือทำครั้งแรกต้องเพอร์เฟคเสมอไป แต่ให้เราลงมือทำ แล้วค่อย ๆ พัฒนาแก้ไขไปเรื่อย ๆ จะง่ายกว่า ?

          จัดสภาพแวดล้อมให้ Productive บางทีการที่เราชินกับการขี้เกียจในสภาพแวดล้อมเดิม ๆ เช่น ในห้องนอน ห้องของตัวเอง หากลองเทียบความสามารถในการอ่านหนังสือในห้องนอน กับห้องสมุด แน่นอนว่าในห้องสมุดจะช่วยให้เรามีสมาธิโฟกัสได้ดีมากกว่า เพราะถ้าเราอยู่แต่ในห้องนอน เราจะรู้สึกผ่อนคลาย และอยากนอนหลับ ?

          หรือแม้กระทั่งการแต่งตัว ? ไม่รู้ว่าคนอื่นเป็นเหมือนกันไหม บางทีถ้าเราทำงานในชุดนอน จะรู้สึกขี้เกียจมากกว่า เพราะถ้าเราอยู่ในชุดนอน เราก็มักจะนอนดูทีวี เล่นมือถือ นอนหลับ ยิ่งแต่งตัวขี้เกียจ เราก็ยิ่งมีแนวโน้มจะขี้เกียจเพิ่มมากขึ้นไปด้วย แต่ถ้าเราอยู่ในชุดทำงาน ก็จะรู้สึกอยากทำงาน จริงจังมากกว่า ซึ่งก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่พนักงานบริษัทต้องใส่สูทไปทำงาน ดังนั้นเราควรแต่งตัวอยู่ในชุดที่ทำให้เรารู้สึกโฟกัสได้ดีมากกว่า ไม่จำเป็นต้องถึงขั้นใส่สูท แต่แค่ใส่ชุดที่พร้อมจะเดินทางออกไปข้างนอกได้

          อีกเคล็ดลับหนึ่งที่เอาไว้ใช้เวลาที่เราขี้เกียจ ไม่ยอมเริ่มต้นทำซักที เช่น การไปฟิตเนสออกกำลังกายทุกวัน บางทีเราตั้งเป้าไว้แล้วว่าจะลดน้ำหนักไปออกกำลังกายทุกวัน ไปซื้อชุดออกกำลังกายแล้ว สมัครสมาชิกฟิตเนสแล้วเรียบร้อย แต่ปรากฎว่าสุดท้ายบางทีก็แทบไม่ได้ไปเลย สาเหตุที่เราเป็นแบบนี้ เพราะการที่เราไม่ได้ไปฟิตเนส มันไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อนเลย นอกจากตัวเราเอง

          ดังนั้นวิธีที่จะช่วยกระตุ้นให้เราไปออกกำลังที่ฟิตเนสมากขึ้น คือการนัดกับเพื่อนไปออกกำลังที่ฟิตเนส ?‍♀️?‍♂️ เพื่อนก็จะเชื่อใจเราว่าเราจะไปเจอกันที่ฟิตเนสแน่ ๆ ถ้าเราเบี้ยว หรือผิดนัด เพื่อนเราก็จะเดือดร้อนทันที นั่นจึงเป็นเหมือนการบังคับให้เราต้องไปออกกำลังที่ฟิตเนสให้ได้ แถมการที่ได้ไปออกกำลังด้วยกัน มีเพื่อนดูอยู่ข้าง ๆ ยังเป็นแรงกระตุ้นให้เราพยายามตั้งใจออกกำลังเต็มที่มากขึ้นด้วย เพราะเราก็คงไม่อยากล้มเหลวในเป้าหมายตัวเองให้เพื่อนเห็น หรือได้เห็นเพื่อนตั้งใจออกกำลัง เราก็มีแนวโน้มที่จะทำตามเพื่อนไปด้วย ยิ่งถ้าเพื่อนเราเก่งในด้านนั้นอยู่แล้ว เราก็จะได้คำแนะนำดี ๆ มาด้วย แถมการได้ทำกิจกรรมกับเพื่อนยังทำให้สนุก และผ่อนคลายมากขึ้น ดังนั้นการทำตามเป้าหมายบางอย่าง ถ้ามีคนอื่นร่วมในเป้าหมายนั้นด้วยจะช่วยให้เราลดความขี้เกียจลงได้ ?‍♀️

          อย่าลืมมองย้อนถึงความสำเร็จของตัวเองในอดีต หลายครั้งที่เราก็พัฒนาตัวเองมาได้ไกลแล้ว แต่เราไม่เคยมองย้อนกลับไปเลยว่าเรามาไกลแค่ไหน พอถึงช่วงที่ขี้เกียจ หมดหวังก็รู้สึกว่าตัวเองล้มเหลวเหมือนไปไม่ถึงไหนสักที ทั้ง ๆ ที่เราพัฒนาตัวเองมาได้เยอะแล้ว  ดังนั้นการมองย้อนกลับไปว่าเราได้ทำอะไรสำเร็จมาแล้วบ้างก็จะเป็นตัวกระตุ้นที่ดีอีกตัวหนึ่งเลยค่ะ ?

          ถึงแม้ความขี้เกียจมักถูกมองว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดี และควรหลีกเลี่ยง แต่ความจริงแล้วหลายสิ่งหลายอย่างบนโลกใบนี้ถูกสร้างขึ้นมาจากความขี้เกียจ เพื่อตอบโจทย์​หรือแก้ไขปัญหาอะไรบางอย่างให้เราได้ง่ายขึ้น ทำให้เราประหยัดเวลา หรือทำงานน้อยลง เช่น การทำอาหาร หรืออุ่นอาหาร จากที่เราต้องไปเข้าครัว เตรียมกระทะ ตั้งไฟหลายขั้นตอน ตอนนี้เราก็มีเครื่องไมโครเวฟที่ช่วยอุ่นอาหารพร้อมให้เราเสร็จสรรพ หรืออาหารแช่แข็งที่สามารถทานได้ในเวลาไม่กี่นาที ? ดังนั้นบางครั้งความขี้เกียจอาจจะเป็นตัวช่วยจุดประกายให้เราสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ที่ช่วยประหยัดเวลา และขั้นตอนได้ เมื่อไหร่ที่เรารู้สึกขี้เกียจ ลองคิดหาทางดูว่าเราจะลดขั้นตอนการทำงานได้ไหม จะประหยัดเวลามากขึ้นได้ยังไงบ้าง ซึ่งนอกจากเราจะได้ความสนุกในการแก้ปัญหาแล้ว เรายังสามารถค้นพบวิธีที่ช่วยให้เราทำงานได้ฉลาดมากขึ้นอีกด้วย 

          ? และสุดท้ายคือจัดเวลาให้ตัวเองได้ขี้เกียจบ้าง ไม่มีใครที่จะทำงานได้ Productive ติดต่อกันทีเดียวหลายชั่วโมง การพักผ่อนเป็นเรื่องที่สำคัญ บางครั้งเวลาที่เราทำงานติดต่อกันนาน ๆ เรายิ่งล้ายิ่งทำงานต่อไปก็ยิ่งไม่มีประสิทธิภาพ ลองอนุญาตให้ตัวเองทำตัวขี้เกียจสักพัก จะทำให้เรารู้สึกดี และกลับมาทำงานได้ดีมากขึ้น แต่อยู่ ๆ จะทำตัวขี้เกียจเลยไม่ได้ ต้องมีการแลกเปลี่ยนกัน หรือราคาที่ต้องจ่ายสำหรับความขี้เกียจนั้น

          นั่นก็คือทุกครั้งที่เราคิดจะพักผ่อน หรือทำตัวขี้เกียจให้เราตั้งใจทำงานเพิ่มมากขึ้นทดแทนช่วงเวลาที่เราจะขี้เกียจ ? กลายเป็นว่าความอยากขี้เกียจของเรา กลายเป็นตัวกระตุ้นยิ่งทำให้เราทำงานได้มากขึ้นซะอีก เพราะเราอยากไปทำอะไรสนุก ๆ ที่รออยู่ แค่อดใจรอ ทำงานก่อนแล้วค่อยทำตัวขี้เกียจทีหลัง จะทำให้ช่วงที่เราขี้เกียจ เราจะขี้เกียจได้แบบมีความสุข ผ่อนคลายเต็มที่ ไม่ต้องกังวลเรื่องงาน หรือรู้สึกผิดอะไรด้วย จะทำอะไรก็ได้ ดูวีดิโอ ดูซีรี่ย์ อ่านนิยาย ดูหนัง ฟังเพลง ? วิธีนี้ใช้ได้ผลดีมาก ๆ เลยนะคะ 

          หวังว่าจะเป็นประโยชน์ให้กับเพื่อน ๆ ทุกคนนะคะ สามารถติดตามกันได้ที่ Youtube Channel และ Facebook Page นะคะ

Shares